แอพ Andmade Share แทนระบบ share ไฟล์มาตรฐานของแอนดรอยด์.
Author Archives: centuryboy
ขอทานใจบุญแห่งปี 2555
ลุงเอี่ยม ขอทานแห่งวัดไร่ขิง
ลุงเอี่ยมเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของนสพ.รายวันฉบับหนึ่ง และหลังจากนี้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ลุงเอี่ยมก็มาออกอากาศตาม ทีวีช่องต่างๆ และมีคิวที่จะออก ทีวี อีกหลายช่อง เรียกว่าเรทติ้งพุ่งกระฉูดทีเดียว
เพราะข่าวนี้เองที่จุดประกายความดังให้ลุงเอี่ยม
ใครต่อใครที่เห็นข่าวนี้ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนาๆ ตามประสาคนไทยที่พูดได้ตามใจคือไทยแท้
แต่ดูเหมือนลุงเอี่ยมจะสนุกกับข่าวความดังของตนเองอยูไม่ทันข้ามวัน ความดังของตนเองก็ก่อให้เกิดความผิดปกติในชีวิตประจำวันของแก เพราะมีผู้คนแวะเวียนไปหาแกที่หลังอุโบสถวัดไร่ขิงมากมาย จะด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็อยากที่จะคาดเดา สื่อมวลชนก็ตามขอคิวสัมภาษณ์ไม่เว้นแต่ละวัน เป็นเหตุให้ลุงเอี่ยมต้องปลีกตัวหลบจากวัดไร่ขิง ไปสงงบสติอารมณ์ที่ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง
ลุงเอี่ยมไม่ใช่่เหยื่อของความดังแบบนี้เป็นคนแรก หากเราไม่ลืมเมื่อไม่นานมานี้มีคนดังลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีอีกท่านหนึ่ง
น่าเสียดายท่านนี้ถึงแก่กรรมไปแล้ว หลังจากที่ชีวิตอันปกติสุขกลายเป็นความวุ่นวายจนท่านเกือบทนไม่ได้
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นเพื่อจะบันทึกไว้ในประวัติของสังคมไทยวันนี้ว่า แม้สังคมไทยจะมีความขัดแย้งกันอย่างไร แท้จริงแล้วคนไทยระดับรากหญ้า (ดัดจริตขอยืมคำนี้มาใช้) เขาก็มีความสุขไปตามอัตถภาพ และหากจะมีใครไปถามพวกเขาว่า รู้จักความขัดแย้งใหม ท่านอาจจะได้รับคำตอบว่า จะขัดแย้งไปหาสวรรค์วิมานอะไร คนไทยด้วยกัน อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน
ทำไมต้องมีโลกของหนุ่มร้อยปี
เคยมีผู้ถามผมบ่อยๆว่า โลกของหนุ่มร้อยปีคืออะไร ทำไมต้องมีโลกของหนุ่มร้อยปี ฯลฯ จิปาถะ ผมเคยพยายามที่จะตอบคำถามเหล่านี้ โดยการเขียนคำตอบในบล็อกนี้หรือบล็อกอื่นๆ หรือเคยตอบคำถามด้วยคำพูด แต่ก็ยังได้รับคำถามทำนองนี้อยู่เสมอๆ
ผมมีความเชื่อมานานแล้วว่า ใครก็ตามน่าจะมีโลกส่วนตัวของตน โลกส่วนตัวของแต่ละคนนั้น มันเป็นนามธรรม ที่ไม่สามารถจะจับต้องหรือสัมผัสได้ แต่เจ้าตัวจะรู้ได้เองว่าตัวเองมีความสนใจ ชอบอะไร และมีความสุขที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
โลกส่วนตัวของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ความชอบ ความสนใจ และวิสัยทัศน์ของแต่ละคน ลองศึกษาและสังเกตุดูว่าตนเองมีโลกส่วนตัวเป็นอย่างไร และคนรอบข้างมีโลกส่วนตัวเป็นอย่างไร
อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่ควรจะสนใจ
เพราะโลกส่วนตัวของแต่ละคนจะบ่งบอกอุปนิสัยของแต่ละคนได้
นี่คือโลกส่วนตัว
ปีใหม่ทีไร ใจหายทุกที
รูปที่โพสต์มาให้ดูนี้เป็นรูปตอนอายุประมาณยี่สิบปลายๆใกล้สามสิบ ช่วงอายุนี้ยังหนุ่มแน่น เลือดดีไฟแรง แล้วมาดูตอนปัจจุบันนี้สิ
ตอนนี้อายุ 72 ปี เวลาผ่านไปประมาณ 40 ปีกว่าๆ ไม่น่าเชื่อว่าสังขารมันจะร่วงโรยได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังดีที่มีอายุมาได้ถึงขนาดนี้ เพื่อนๆรุ่นเดียวกับผมตายไปหลายคนแล้ว
มาเข้าเรื่องที่ตั้งเป็นชื่อบล็อกวันนี้ว่า ทำไมปีใหม่ผมใจหายทุกที เรื่องของเรื่องก็คือว่าคนหนุ่มสาวอาจจะตั้งความหวังไว้ว่า ปีใหม่จะทำอะไร อนาคตจะต้องก้าวไกลกว่าปีเก่าที่กำลังจะเปลี่ยนไป หรือจะแก้ตัวแก้ไขอะไรให้ชีวิต
แต่ชีวิตของผมวันนี้ เปรียบไปก็เหมือนเช็ค เมื่อวานคือเช็คที่สั่งจ่ายไปแล้ว ผ่านหรือไม่ผ่านก็ย้อนมาสั่งจ่ายอีกไม่ได้แล้ว วันพรุ่งนี้คือเช็คที่กำลังรอดิวอยู่ ผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่รู้ มีแต่วันนี้ที่กำลังถือเช็คอยู่ ก็มีความหวังว่าเช็คใบนี้น่าจะผ่านนะ
ใครไม่รู้เคยพูดว่า เวลา คือต้นทุนของชีวิต หากต้นทุนหมดหน้าตักก็ตายกันพอดี ไม่สามารถจะทำอะไรต่อไปได้ ดังนั้นปีใหม่ทีไรผมจึงใจหายที่ใช้ต้นทุนของชีวิตหมดไปอีกปีนึงแล้ว เรากำลังใช้เวลาที่เราไม่สามารถจะรู้ว่าเมื่อไรจะหมด หรือใครรู้ช่วยบอกผมที เราทำการกู้เงิน โอดี จากธนาคาร เรายังรู้ว่าวงเงินที่ทำ โอดี จะหมดเมิ่อไร
แต่นี่เราทำ โอดี เวลากับท่านมัจจุราช ท่านไม่ยอมบอกเราเลบว่า โอดีเวลา ของใครจะหมดเมื่อไร
เมื่อบัญชี โอดีเวลาหมด ทุกอย่างก็จบลง มันน่ากลัวนะท่าน
ฉะนั้นปีใหม่ทีไรผมจึงใจหายทุกที
โลกของผมวันนี้
เมื่อผมหวนกลับมาดูโลกของผมเมื่อก่อนนี้ ย้อนเวลาไปหาอดีตประมาณ 50 ปี พบว่าโลกของผมในสมัยนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ไม่ถึงกับสมถะมากนัก ตอนนั้นผมทำงานครั้งแรกในชีวิตคือเป็นครู ที่โรงเรียนราษฏร์ (ปัจจุบันเรียกว่าโรงเรียนเอกชน) แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง ในอำเภอสามพราน นครปฐม
โรงเรียนที่ผมสอนสมัยนั้นมีตั้งแต่ชั้นธยมปีที่ 1 -6 จำนวนนักเรียนไม่มากนักประมาณหลักร้อยกลางๆ เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษา คือนักเรียนชาย-หญิงเรียนรวมกัน จำได้ว่าค่าเล่าเรียนที่โรงเรียนเรียกเก็บเทอมละไม่ถึงร้อยบาท เงินเดือนของผมตอนนั้นคือ 600 บาท เพราะทองคำรูปพรรณตอนนั้นบาทละ 400 บาทเท่านั้น
โลกส่วนตัวของผมตอนนั้นคือชอบอ่านหนังสือทุกชนิด เงินเดือนส่วนหนึ่งใช้ในการซื้อหนังสือมาอ่าน ความสามารถอื่นๆดูเหมือนจะไม่ค่อยมี อาทิ การใช้เครื่องพิมพ์ดีด การถีบรถจักรยาน เพราะย่านที่ผมอยู่กับครอบครัวและย่านที่ตั้งโรงเรียน ไม่มีถนนมีแต่แม่น้ำลำคลองเป็นส่วนใหญ่ โทรศัพท์ยังไม่มีใช้ เพราะสมัยนั้นโทรศัพท์เป็นอุปกรณ์การสื่อสารที่หายากอย่างยิ่ง เพราะอะไรก็ไม่ทราบ ผมเพิ่งมีโอกาสรู้จักโทรศัพท์และใช้เป็นเมื่อลาออกจากการเป็นครู มาทำงานเป็นเสมียน(บรรณารักษ์จัตวา)หอสมุดแห่งชาติ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2506
รูปด้านข้างนี้คือหน้าตาของเจ้าโทรศัพท์ที่ผมเพิ่งรู้จักครั้งแรกเมื่อเข้าทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ ริมสนามหลวง หลังวัดมหาธาตุฯ เวลามีเสียงเรียกเข้า เสียงมันจะแผดก้องกังวาลไปไกลพอสมควร
เคยมีผู้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับโทรศัพท์ตามสถานที่องค์กรหรือตามบ้านพักอาศัยว่า มันไม่ค่อยจะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นกายภาพหรือศักยภาพอื่นๆก็ตาม มาถึงวันนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพบ้างก็เล็กน้อยมาก หากจะนำไปเทียบกับโทรศัพท์มือถือแล้ว ห่างกันมากทีเดียว
นี่คือหน้าตาของโทรศัพท์พื้นฐานตามที่ทำงานหรือตามบ้าน อาจจะเปลี่ยนแปลงจากระบบอะนาล็อคมาเป็นระบบดิจิตัล หน้าตาดูมีสีสันสวยงามขึ้นบ้าง โดยรวมแล้วถือว่ายังพัฒนาไปไม่ไกลเท่าไรนะ
โลกของผมเท่าที่ผ่านมาก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว จากสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น มาเป็นสิ่งที่ต้องรู้และต้องศึกษาเรียนรู้ อาทิ เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ จากที่เคยมีแนวคิดเดิมๆว่ามันเป็นอุปกรณ์ใช้งานสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้วคนรุ่นเก่าหรือสูงอายุอย่างผมก็ต้องใช้เป็น เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่จะเชื่อมโลกของผมสมัยก่อนมาสู่โลกสมัยใหม่
มันทำให้อายุของผมเป็นเพียงตัวเลข ไม่เป็นอุปสรรคที่ผมจะเรียนรู้อะไรต่อมิอะไร เท่าที่ผมต้องการจะเรียนรู้ มือถือก็เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่เชื่อมโยงโลกสมัยเก่าของผมมาสู่โลกสมัยใหม่ มันไม่ใช่เพียงอุปกรณ์สื่อสารเท่านั้น แต่มันคืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผมสื่อสารกับโลกออนไลน์ได้อย่างไม่ตกยุค
โลกของผมวันนี้คือโลกของข่าวสาร การติดตามความก้าวหน้าของไฮเทคโนโลยี มันช่วยให้โลกทัศน์และวิสัยทัศน์ (Vision)ของผมกว้างไกลขึ้น ช่วยให้ผมอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างสมศักดิ์ศรี มิใช่ใครๆเค้าพูดเรื่องอะไรกันแต่เราไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆที่เราก็อยู่โลกเดียวกับผู้คนทั้งหลาย
กลับมาเขียนอะไรบ้างสักเล็กน้อย
บล็อกนี้ได้รวมกับบล็อกเดิมของผมที่ MSN Live Space มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่รวมกันมาผมยังไม่เคยเข้ามาเขียนอะไรเลย
วันนี้จึงเข้ามาเขียนเพียงเท่านี้แหละครับ
อนาคต 3G เมืองไทย
ผมเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากในประเทศไทยที่ใหญ่อุดม ยินดีสม มีนาสวน คงจะเอือมระอาไปตามๆกัน ถ้าจะพูดถึงเรื่อง 3G ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง
ลุงแย้มคนขี่มอร์เตอร์ไซค์รับจ้างปากซอยบ้านผมแกถามผมว่า คุณๆถามจริงๆเถอะไอ้เจ้า 3G นี่มันคืออะไร หน้าตามันเป็นไง เห็นใครๆเค้าก็พูดถึงไอ้เจ้านี่กันทั้งเมือง แถมเค้าว่ากันว่าต้องฟ้องศาลปกครองเพื่อไม่ให้มันเกิด มันร้ายมากนักเหรอ
ผมก็จนปัญญาที่จะตอบให้ลุงแย้มแกเข้าใจ เพราะผมเองขนาดที่ติดตามข่าวเจ้า 3G มาตลอดจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นงง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
มาเมื่อคืนวันอาทิตย์นี้ผมดูรายการ(สด) แบไต๋ไฮเท็ค ทางเนชั่นทีวี เวลาประมาณ 22.10 น. คุณหนุ่ยผู้จัดรายการเขาเชิญประธานสหภาพแรงงาน กสท. (การสื่อสารแห่งประเทศไทย) มาออกรายการ ในฐานะที่ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ เคยอาสาเป็นโจทย์ฟ้อง กทช.(คณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ต่อศาลปกครองว่า กทช.ไม่มีสิทธ์ที่จะทำคลอด (ประมูลออกใบอนุญาต 3G) เพราะผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ อะไรๆก็กฏหมายรัฐธรรมนูญ แต่ศาลปกครองไม่รับฟ้องโดยแจ้งว่า ไม่ใช่ผู้เสียหาย(โดยตรง) ผู้เสียหายที่จะมีสิทธ์ฟ้องคือ กสท.
ประธานสหภาพแรงงาน กสท.ชี้แจงในรายการทีวีว่า ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ระบุว่าต้องมีการจัดตั้ง กสช. (คณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ) ขึ้นมา แต่เวลาผ่านมาสิบปีแล้วยังไม่มีการจัดตั้ง กสช.ขึ้น และ กสช. รวมกับ กทช. เป็น กสทช. (งงเป็นบ้า) จึงจะมีสิทธ์ทำคลอด(เปิดประมูลใบอนุญาต 3G)ได้ เรียกว่าต้องมีสองขาว่างั้นเถอะ แต่นี่มีขาเดียวจะทำได้ไง มันผิดกฏหมาย(รัฐธรรมนูญ)ชัดๆ
ผู้ดำเนินรายการ(สด)เปิดโอกาสให้ผู้ดูรายการนี้ทางบ้านสามารถตั้งคำถามผ่าน ทวีตเตอร์ เข้ามาถามได้ มีคำถามหนึ่งจากทางบ้านว่า “แล้วเมื่อไรเมืองไทย(คนไทย)จะมีโอกาสใช้ 3G ” เงียบงันกันไปอึดใจหนึ่ง แล้วประมาณสหภาพแรงงาน กสท.ก็หาทางออกตอบคำถามนี้ได้ว่า ผมจะบอกให้ประชาชนทราบว่า การที่ กทช.เปิดประมูล 3G ครั้งนี้ (วันจันทร์ที่ 20 กย.)ที่หัวหิน ไม่ใช่ประมูลใบอนุญาตแต่เป็นการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งมันผิดกฏหมายประมูลไม่ได้ ต้องมี กสช.มาร่วมดำเนินการด้วย (แต่ กสช.ก็ยังไม่ได้จัดตั้งมานานเป็นสิบปี)
ทั้งผู้ดำเนินรายการในห้องส่ง และผู้ชมทางบ้านจึงถึงบางอ้อว่า…เมืองไทยเป็นยังงี้เอง…ฮา
หน้าตาของ Spaces เดิมที่เพิ่งเปิดได้วันนี้ครับ
ผมอยากให้เมืองไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม
แต่ไหนแต่ไรมาเมืองไทยได้รับสมญานามจากนานาประเทศว่า เป็นสยามเมืองยิ้ม เพราะผู้คนที่เป็นคนไทยทั้งปวง ล้วนมีความเอื้ออาทรต่อกัน รักกัน ห่วงใยกัน เปรียบเสมือนญาติอันสนิท
แต่มาสองสามปีมานี้ คนไทยเปลี่ยนไป แบ่งพรรค(อันนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตแบบไทยๆ) แบ่งพวก เช่น พวกเสื้อเหลือง พวกเสื้อแดง พวกเสื้อสีน้ำเงิน พวกเสื้อหลากสี จาระนัยไม่หมด การแบ่งพวกนี้ยังลุกลามเข้าไปในครอบครัวด้วย อันตรายมากๆ ระบบครอบครัวของคนไทยกำลังล่มสลาย
วันนี้คนไทยไม่ยิ้มให้ใครแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยด้วยกันหรือคนต่างชาติ
มีคำถามว่าเหตุใดคนไทยจึงไม่ยิ้ม อยากจะตอบว่าเพราะวันนี้คนไทยไม่มีความสุขอยู่ในใจแล้ว จะไปไหนก็หวาดระแวงว่าคนที่ตนพบนั้นเป็นพวกไหน นั่งแท็กซี่ก็ต้องคอยระวังคนขับใส่เสื้อสีอะไร
ผมอยากวิงวอนให้คนไทยเลิกหวาดระแวงกันเถอะ หันหน้าเข้าหากัน ยิ้มให้กัน รักกัน เอื้ออาทรกัน ผมวิงวอนมากไปหรือเปล่าเนี่ย
ผมอยากให้เมืองไทยเป็นสยามเมืองยิ้มครับท่าน





