RSS

ปีใหม่ทีไร ใจหายทุกที

รูปภาพ

รูปที่โพสต์มาให้ดูนี้เป็นรูปตอนอายุประมาณยี่สิบปลายๆใกล้สามสิบ ช่วงอายุนี้ยังหนุ่มแน่น เลือดดีไฟแรง แล้วมาดูตอนปัจจุบันนี้สิ

รูปภาพ

ตอนนี้อายุ 72 ปี เวลาผ่านไปประมาณ 40 ปีกว่าๆ ไม่น่าเชื่อว่าสังขารมันจะร่วงโรยได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังดีที่มีอายุมาได้ถึงขนาดนี้ เพื่อนๆรุ่นเดียวกับผมตายไปหลายคนแล้ว

มาเข้าเรื่องที่ตั้งเป็นชื่อบล็อกวันนี้ว่า ทำไมปีใหม่ผมใจหายทุกที เรื่องของเรื่องก็คือว่าคนหนุ่มสาวอาจจะตั้งความหวังไว้ว่า ปีใหม่จะทำอะไร อนาคตจะต้องก้าวไกลกว่าปีเก่าที่กำลังจะเปลี่ยนไป หรือจะแก้ตัวแก้ไขอะไรให้ชีวิต

แต่ชีวิตของผมวันนี้ เปรียบไปก็เหมือนเช็ค เมื่อวานคือเช็คที่สั่งจ่ายไปแล้ว ผ่านหรือไม่ผ่านก็ย้อนมาสั่งจ่ายอีกไม่ได้แล้ว วันพรุ่งนี้คือเช็คที่กำลังรอดิวอยู่ ผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่รู้ มีแต่วันนี้ที่กำลังถือเช็คอยู่ ก็มีความหวังว่าเช็คใบนี้น่าจะผ่านนะ

ใครไม่รู้เคยพูดว่า เวลา คือต้นทุนของชีวิต หากต้นทุนหมดหน้าตักก็ตายกันพอดี ไม่สามารถจะทำอะไรต่อไปได้ ดังนั้นปีใหม่ทีไรผมจึงใจหายที่ใช้ต้นทุนของชีวิตหมดไปอีกปีนึงแล้ว เรากำลังใช้เวลาที่เราไม่สามารถจะรู้ว่าเมื่อไรจะหมด หรือใครรู้ช่วยบอกผมที เราทำการกู้เงิน โอดี จากธนาคาร เรายังรู้ว่าวงเงินที่ทำ โอดี จะหมดเมิ่อไร

แต่นี่เราทำ โอดี เวลากับท่านมัจจุราช ท่านไม่ยอมบอกเราเลบว่า โอดีเวลา ของใครจะหมดเมื่อไร

เมื่อบัญชี โอดีเวลาหมด ทุกอย่างก็จบลง มันน่ากลัวนะท่าน

ฉะนั้นปีใหม่ทีไรผมจึงใจหายทุกที

 
Leave a comment

Posted by บน ธันวาคม 25, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ป้องกัน: เปิดใช้ WordPress blog บนมือถือแม็บเล็ต

เรื่องนี้มีรหัสผ่านป้องกัน เพื่อจะดูเรื่องนี้คุณต้องใส่รหัสผ่านด้านล่าง:


 
ใส่รหัสผ่านของคุณเพื่อดูความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

โลกของผมวันนี้

เมื่อผมหวนกลับมาดูโลกของผมเมื่อก่อนนี้ ย้อนเวลาไปหาอดีตประมาณ 50 ปี พบว่าโลกของผมในสมัยนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ไม่ถึงกับสมถะมากนัก ตอนนั้นผมทำงานครั้งแรกในชีวิตคือเป็นครู ที่โรงเรียนราษฏร์ (ปัจจุบันเรียกว่าโรงเรียนเอกชน) แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง ในอำเภอสามพราน นครปฐม

โรงเรียนที่ผมสอนสมัยนั้นมีตั้งแต่ชั้นธยมปีที่ 1 -6 จำนวนนักเรียนไม่มากนักประมาณหลักร้อยกลางๆ เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษา คือนักเรียนชาย-หญิงเรียนรวมกัน จำได้ว่าค่าเล่าเรียนที่โรงเรียนเรียกเก็บเทอมละไม่ถึงร้อยบาท เงินเดือนของผมตอนนั้นคือ 600 บาท เพราะทองคำรูปพรรณตอนนั้นบาทละ 400 บาทเท่านั้น

โลกส่วนตัวของผมตอนนั้นคือชอบอ่านหนังสือทุกชนิด เงินเดือนส่วนหนึ่งใช้ในการซื้อหนังสือมาอ่าน ความสามารถอื่นๆดูเหมือนจะไม่ค่อยมี อาทิ การใช้เครื่องพิมพ์ดีด การถีบรถจักรยาน เพราะย่านที่ผมอยู่กับครอบครัวและย่านที่ตั้งโรงเรียน ไม่มีถนนมีแต่แม่น้ำลำคลองเป็นส่วนใหญ่ โทรศัพท์ยังไม่มีใช้ เพราะสมัยนั้นโทรศัพท์เป็นอุปกรณ์การสื่อสารที่หายากอย่างยิ่ง เพราะอะไรก็ไม่ทราบ ผมเพิ่งมีโอกาสรู้จักโทรศัพท์และใช้เป็นเมื่อลาออกจากการเป็นครู มาทำงานเป็นเสมียน(บรรณารักษ์จัตวา)หอสมุดแห่งชาติ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2506

รูปด้านข้างนี้คือหน้าตาของเจ้าโทรศัพท์ที่ผมเพิ่งรู้จักครั้งแรกเมื่อเข้าทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ ริมสนามหลวง หลังวัดมหาธาตุฯ เวลามีเสียงเรียกเข้า เสียงมันจะแผดก้องกังวาลไปไกลพอสมควร

เคยมีผู้ให้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับโทรศัพท์ตามสถานที่องค์กรหรือตามบ้านพักอาศัยว่า มันไม่ค่อยจะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นกายภาพหรือศักยภาพอื่นๆก็ตาม มาถึงวันนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพบ้างก็เล็กน้อยมาก หากจะนำไปเทียบกับโทรศัพท์มือถือแล้ว ห่างกันมากทีเดียว

นี่คือหน้าตาของโทรศัพท์พื้นฐานตามที่ทำงานหรือตามบ้าน อาจจะเปลี่ยนแปลงจากระบบอะนาล็อคมาเป็นระบบดิจิตัล หน้าตาดูมีสีสันสวยงามขึ้นบ้าง โดยรวมแล้วถือว่ายังพัฒนาไปไม่ไกลเท่าไรนะ

โลกของผมเท่าที่ผ่านมาก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว จากสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น มาเป็นสิ่งที่ต้องรู้และต้องศึกษาเรียนรู้ อาทิ เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ จากที่เคยมีแนวคิดเดิมๆว่ามันเป็นอุปกรณ์ใช้งานสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้วคนรุ่นเก่าหรือสูงอายุอย่างผมก็ต้องใช้เป็น เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่จะเชื่อมโลกของผมสมัยก่อนมาสู่โลกสมัยใหม่

มันทำให้อายุของผมเป็นเพียงตัวเลข ไม่เป็นอุปสรรคที่ผมจะเรียนรู้อะไรต่อมิอะไร เท่าที่ผมต้องการจะเรียนรู้ มือถือก็เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่เชื่อมโยงโลกสมัยเก่าของผมมาสู่โลกสมัยใหม่ มันไม่ใช่เพียงอุปกรณ์สื่อสารเท่านั้น แต่มันคืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผมสื่อสารกับโลกออนไลน์ได้อย่างไม่ตกยุค

โลกของผมวันนี้คือโลกของข่าวสาร การติดตามความก้าวหน้าของไฮเทคโนโลยี มันช่วยให้โลกทัศน์และวิสัยทัศน์ (Vision)ของผมกว้างไกลขึ้น ช่วยให้ผมอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างสมศักดิ์ศรี มิใช่ใครๆเค้าพูดเรื่องอะไรกันแต่เราไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆที่เราก็อยู่โลกเดียวกับผู้คนทั้งหลาย

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

กลับมาเขียนอะไรบ้างสักเล็กน้อย

บล็อกนี้ได้รวมกับบล็อกเดิมของผมที่ MSN Live Space มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่รวมกันมาผมยังไม่เคยเข้ามาเขียนอะไรเลย

วันนี้จึงเข้ามาเขียนเพียงเท่านี้แหละครับ

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 4, 2011 in พูดจาประสาคนไทย

 

อนาคต 3G เมืองไทย

ผมเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากในประเทศไทยที่ใหญ่อุดม ยินดีสม มีนาสวน คงจะเอือมระอาไปตามๆกัน ถ้าจะพูดถึงเรื่อง 3G ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง

ลุงแย้มคนขี่มอร์เตอร์ไซค์รับจ้างปากซอยบ้านผมแกถามผมว่า คุณๆถามจริงๆเถอะไอ้เจ้า 3G นี่มันคืออะไร หน้าตามันเป็นไง เห็นใครๆเค้าก็พูดถึงไอ้เจ้านี่กันทั้งเมือง แถมเค้าว่ากันว่าต้องฟ้องศาลปกครองเพื่อไม่ให้มันเกิด มันร้ายมากนักเหรอ

ผมก็จนปัญญาที่จะตอบให้ลุงแย้มแกเข้าใจ เพราะผมเองขนาดที่ติดตามข่าวเจ้า 3G มาตลอดจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นงง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

มาเมื่อคืนวันอาทิตย์นี้ผมดูรายการ(สด) แบไต๋ไฮเท็ค ทางเนชั่นทีวี เวลาประมาณ 22.10 น. คุณหนุ่ยผู้จัดรายการเขาเชิญประธานสหภาพแรงงาน กสท. (การสื่อสารแห่งประเทศไทย) มาออกรายการ ในฐานะที่ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ เคยอาสาเป็นโจทย์ฟ้อง กทช.(คณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ต่อศาลปกครองว่า กทช.ไม่มีสิทธ์ที่จะทำคลอด (ประมูลออกใบอนุญาต 3G) เพราะผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ อะไรๆก็กฏหมายรัฐธรรมนูญ แต่ศาลปกครองไม่รับฟ้องโดยแจ้งว่า ไม่ใช่ผู้เสียหาย(โดยตรง) ผู้เสียหายที่จะมีสิทธ์ฟ้องคือ กสท.

ประธานสหภาพแรงงาน กสท.ชี้แจงในรายการทีวีว่า ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ระบุว่าต้องมีการจัดตั้ง กสช. (คณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ) ขึ้นมา แต่เวลาผ่านมาสิบปีแล้วยังไม่มีการจัดตั้ง กสช.ขึ้น และ กสช. รวมกับ กทช. เป็น กสทช. (งงเป็นบ้า) จึงจะมีสิทธ์ทำคลอด(เปิดประมูลใบอนุญาต 3G)ได้ เรียกว่าต้องมีสองขาว่างั้นเถอะ แต่นี่มีขาเดียวจะทำได้ไง มันผิดกฏหมาย(รัฐธรรมนูญ)ชัดๆ

ผู้ดำเนินรายการ(สด)เปิดโอกาสให้ผู้ดูรายการนี้ทางบ้านสามารถตั้งคำถามผ่าน ทวีตเตอร์ เข้ามาถามได้ มีคำถามหนึ่งจากทางบ้านว่า “แล้วเมื่อไรเมืองไทย(คนไทย)จะมีโอกาสใช้ 3G ” เงียบงันกันไปอึดใจหนึ่ง แล้วประมาณสหภาพแรงงาน กสท.ก็หาทางออกตอบคำถามนี้ได้ว่า ผมจะบอกให้ประชาชนทราบว่า การที่ กทช.เปิดประมูล 3G ครั้งนี้ (วันจันทร์ที่ 20 กย.)ที่หัวหิน ไม่ใช่ประมูลใบอนุญาตแต่เป็นการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งมันผิดกฏหมายประมูลไม่ได้ ต้องมี กสช.มาร่วมดำเนินการด้วย (แต่ กสช.ก็ยังไม่ได้จัดตั้งมานานเป็นสิบปี)

ทั้งผู้ดำเนินรายการในห้องส่ง และผู้ชมทางบ้านจึงถึงบางอ้อว่า…เมืองไทยเป็นยังงี้เอง…ฮา

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 20, 2010 in พูดจาประสาคนไทย

 

ป้ายกำกับ: , , ,

หน้าตาของ Spaces เดิมที่เพิ่งเปิดได้วันนี้ครับ

อย่าแปลกใจครับว่า ผมเปิด สเปซ ใหม่ตามประสาคนบ้าบล็อกอีกหรือไง ไม่ใช่ครับ
นี่คือหน้าตาของสเปซเดิมที่ผมเปิดมาตั้งแต่สองสามปีมาแล้ว แต่อยู่ๆก็เปิดใช้งานไม่ได้
ตามประสาคนกัดไม่ปล่อยแบบผม ผมจึงพยายามหาทางเปิดสเปซนี้มาอย่างต่อเนื่อง
จึงเข้าตำราว่า "มีความพยายามอยู่ที่ไหน ย่อมมีความสำเร็จอยู่ที่นั่น"แต่ก็เป็นบางเรื่องเท่านั้นนะ
ไม่ใช่จะสำเร็จไปทุกเรื่อง เรื่องนี้มันมีนัยที่ต้องอธิบายนิดหน่อยครับ
 
การที่เราจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์นั้น จะต้องมีองค์ประกอบหลักๆคือ
ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
ความมุ่งมั่น และความพยายามอย่างต่อเนื่อง
การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่ท้อถอยเลิกลา
 
ในทางพระพุทธศาสนาก็มีหลักแห่งความสำเร็จ 4 ประการคือ "อิทธิบาทสี่"
อันได้แก่ ฉันทะ ความชอบความพึงพอใจ
วิริยะ ความพยายาม
จิตตะ ความเอาใจใส่
วิมังสา ความพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
 
แหม…ตั้งใจจะเขียนนิดเดียวเพื่อฉลองที่เปิดสเปซเดิมได้
แต่ไงเขียนมาเสียยืดยาวเชียว…ขอจบนะ สวัสดี
 

ผมอยากให้เมืองไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม

แต่ไหนแต่ไรมาเมืองไทยได้รับสมญานามจากนานาประเทศว่า เป็นสยามเมืองยิ้ม เพราะผู้คนที่เป็นคนไทยทั้งปวง ล้วนมีความเอื้ออาทรต่อกัน รักกัน ห่วงใยกัน เปรียบเสมือนญาติอันสนิท

แต่มาสองสามปีมานี้ คนไทยเปลี่ยนไป แบ่งพรรค(อันนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตแบบไทยๆ) แบ่งพวก เช่น พวกเสื้อเหลือง พวกเสื้อแดง พวกเสื้อสีน้ำเงิน พวกเสื้อหลากสี จาระนัยไม่หมด การแบ่งพวกนี้ยังลุกลามเข้าไปในครอบครัวด้วย อันตรายมากๆ ระบบครอบครัวของคนไทยกำลังล่มสลาย

วันนี้คนไทยไม่ยิ้มให้ใครแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยด้วยกันหรือคนต่างชาติ
มีคำถามว่าเหตุใดคนไทยจึงไม่ยิ้ม อยากจะตอบว่าเพราะวันนี้คนไทยไม่มีความสุขอยู่ในใจแล้ว จะไปไหนก็หวาดระแวงว่าคนที่ตนพบนั้นเป็นพวกไหน นั่งแท็กซี่ก็ต้องคอยระวังคนขับใส่เสื้อสีอะไร

ผมอยากวิงวอนให้คนไทยเลิกหวาดระแวงกันเถอะ หันหน้าเข้าหากัน ยิ้มให้กัน รักกัน เอื้ออาทรกัน ผมวิงวอนมากไปหรือเปล่าเนี่ย

ผมอยากให้เมืองไทยเป็นสยามเมืองยิ้มครับท่าน

 
Leave a comment

Posted by บน มิถุนายน 30, 2010 in พูดจาประสาคนไทย

 

ปีใหม่ 2553 ปีขาล (เสือ)

สวัสดีปีเสือครับ
ปีใหม่นี้เป็นปีขาลที่มีสัญญลักษณ์ประจำปีเป็นเสือ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายไม่น้อยหน้าสัตว์ใดในป่า เทียบเท่ากับสิงโตที่ได้รับสมัญญานามว่า เป็นสัตว์เจ้าป่าแห่งสัตว์ทั้งหลาย
 
ปีนักษัตรจำนวน 12 เดือนในหนึ่งรอบนั้น เสือได้รับการบันทึกลงในปีที่สามคือ ปีขาล นับจากปีแรกคือ ปีชวด สัญญลักษณ์คือ หนู ปีที่สองคือ ปีฉลู สัญญลักษณ์คือ วัว และปีที่สามคือ ปีขาล ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
 
และตามความเชื่อแต่โบราณกาลมา เชื่อกันว่าใครก็ตามที่เกิดปีขาล ไม่ว่าชายหรือหญิงมักจะมีอุปนิสัยที่คล้ายกับเสือคือ ดุ(อาจจะร้ายหรือไม่ร้าย) นิสัยชอบพึ่งพาตัวเอง แบบที่เค้าว่ากันว่ามีความเป็นอยู่แบบเสือ และยังมีความเชื่อแยกย่อยลงไปอีกว่า ใครที่เกิดเวลาไหนก็จะยิ่งเหมือนพฤติกรรมของเสือมากขึ้น เช่น ตอนหัวค่ำเสือออกหากิน อาจจะดุมาก ตอนเช้ามืดรุ่งสางเสือกลับจากหากินอิ่มแล้ว ไม่ค่อยดุ (แฮะ แฮะ….ผมเกิดเวลานี้พอดีคือเวลา 06.00น.) และค่อนข้างจะขี้ขลาดเสียด้วยซ้ำไป
 
ความเชื่ออีกอย่างคือ ห้ามคนเกิดปีขาลไปดูแมวกำลังคลอดลูก เพราะแมวตัวแม่มันจะกินลูกที่เกิดมาใหม่หมด พี่สาวผมเล่าให้ฟังว่าตอนผมอายุ 5 ขวบไปดูแมวคลอดลูก หลังจากนั้นแมวตัวแม่มันกินลูกที่เกิดมาใหม่หมด หวาดเสียวนะ…..
เรื่องนี้ผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อนะ แต่ก็ไม่เคยไปดูสัตว์อะไรคลอดลูกอีกเลย
เชื่อหรือไม่เชื่อ โบราณว่าอย่าลบหลู่
 
เมื่อต้นปีนี้มี นสพ.รายวันหลายฉบับ พาดหัวข่าวน่าตื่นเต้นว่า ปีนี้เป็นปีเสือบ้าเลือด ปีเสือดุร้าย ฯลฯ
แต่เสือจะดุร้ายยังไง มันก็มาเพียง 12 ปีต่อครั้งในรอบปีนักษัตร แต่คนเรานี่สิผมว่าร้ายกว่าเสือนะ
เพราะคนเราอยู่ด้วยกันทุกปี เข่นฆ่ากันเป็นว่าเล่น
แม้แต่ยุงที่เชื่อกันว่าร้ายกว่าเสือ ยังยอมสยบคนเลยนะ…..ฮา  
 

อนาคตหนังสือพิมพ์รายวันในไทย

นับเป็นเวลา 165 ปีมาแล้วที่หมอบรัดเลย์ได้ให้กำเนิดการพิมพ์หนังสือในประเทศไทย นับแต่นั้นเป็นต้นมากิจกรรมการจัดพิมพ์หนังสือประเภทต่างๆในประเทศไทย ก็พัฒนาเจริญก้าวหน้ามาตลอด
 
แต่หนังสือพิมพ์รายวันในไทยกลับมีอนาคตที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันนี้มีหนังสือรายวันที่พิมพ์จำหน่ายในท้องตลาด
จำนวนนับสิบฉบับ แต่ที่ดูแล้วอนาคตค่อนข้างจะไปดีก็มีเพียงหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่เพียงสามสี่ฉบับเท่านั้น นอกนั้นอาการน่าเป็นห่วงทั้งสิ้น คนรุ่นใหม่เขาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า หนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆนอกจากยอดจำหน่ายจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้แล้ว
โฆษณาก็ไม่ค่อยเข้า ผิดกับหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ๆ ยอดขายก็ดีโฆษณาก็เข้ามาเยอะ
 
 
อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของสื่อสิ่งพิมพ์วันนี้คือ เรามีเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเข้ามา หนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ทุกฉบับ
ก็มีฉบับออนไลน์ให้คนอ่านฟรี คนรุ่นใหม่ก็อ่านฉบับออนไลน์แทน สะดวกและประหยัดเงินดีด้วย ถึงแม้ว่าใน
อนาคตจะมีการเก็บเงินค่าสมาชิกก็เถอะ อีกประการหนึ่งเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่บอกว่า หนังสือพิมพ์รายวัน
ไม่มีเนื้อหาที่น่าสนใจเลย ทุกฉบับเสนอข่าวที่เหมือนๆกันไปหมด อ่านเพียงฉบับหนึ่งก็เหมือนกับอ่านทุกฉบับ
 
นี่อาจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จะต้องตอบโจทย์ข้อนี้ให้ได้
มิเช่นนั้น อนาคตก็น่าเป็นห่วงนะ
 
 

Twitter เว็บไซต์ที่ชาวไซเบอร์ทั่วโลกรู้จักดี

มีรายงานผลสำรวจออกมาเมื่อเร็วๆนี้แจ้งว่า ปัจจุบันนี้ชาวไซเบอร์ทั่วโลกกำลังหลงใหลคลั่งใคล้กับเว็บฯประเภท Social Network มากขึ้น
หลังจากที่นิยมเล่นอี-เมลและเว็บฟอรั่มกันมานาน
 
เว็บไซต์ประเภท Social Network ที่ดังๆอย่าง Hi5,Facebook,Tagged ฯลฯ นั้น วันนี้กำลังถูกเว็บไซต์เจ้านกน้อยที่มีชื่อว่า Twitter เบียดแซงขึ้นหน้ามาอย่างรวดเร็ว เพราะเว็บไซต์นี้มีจุดขายที่โดดเด่นคือ มีระบบให้ผู้เล่นสามารถเขียนข้อความสั้นไม่เกิน 140 ตัวอักษร หรือจะเรียกว่า
เป็น Microblogging ก็ได้ ลงในกรอบเล็กๆและสามารถโพสต์ดูได้ทันที ข้อความที่คุณจะเขียนนั้น เป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะ
บอกเล่าให้เพื่อนฝูงหรือคนทั่วไปอ่าน
 
จากระบบนี้จึงกลายมาเป็น Marketing Social Media อย่างไม่ตั้งใจ เพราะนักการตลาดยุคนี้จับมาเป็นช่องทางการสื่อสารกับลูกค้า
อย่างได้ผล เช่น กาแฟสตาร์บัคส์ ร้านพิซซ่า ฯลฯ เพราะเขาสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่เว้น
แม้กระทั่งสำนักข่าวใหญ่เช่น CNN ยังนำช่องทางสื่อสารนี้มาใช้ในการส่งข่าวด่วนกับผู้คนทั่วไป
 
Twitter ยังสามารถใช้ได้บนโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้คนทั่วไปทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
 
ถ้าคุณสนใจก็ลองสมัครใช้ดู ไม่ลองไม่รู้นะครับ
 
 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.